ผ้าไหมแพรวากาญจนาภิเษก

ผ้าไหมแพรวากาญจนาภิเษก

              ก่อนที่ผ้าแพรวาสูงค่าจะมีโอกาสออกสู่สายตาชาวไทยและชาวต่างประเทศ  การทอผ้าแพรวาได้เดินทางผ่านกาลเวลาอันยาวนานหลายชั่วอายุคน  จนเรียกได้ว่าเกือบสูญหายไปจากท้องถิ่นไทย  จวบจนเมื่อปี  พ.ศ.  2520  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ  สิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ  เสด็จเยี่ยมพสกนิกรชาวอำเภอคำม่วง  จังหวัดกาฬสินธุ์  สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ  ทอดพระเนตรชาวผู้ไทยบ้านโพนนับสิบที่มารอรับเสด็จล้วนแล้วแต่แต่งกายแบบผู้ไทยเต็มยศ  คือ  นุ่งผ้าถุงไหมมัดหมี่มีตีนซิ่น  สวมเสื้อแขนกระบอกสีดำและครามคอตั้ง  ผ่าหน้าตลอด  ติดแถบสีแดง  ห่มสไบผ้าแพรวาสีแดง  ส่วนผู้ชายชาวผู้ไทยก็นำผ้าแพรวาสีแดงมาคาดเป็นผ้าขาวม้า  พระองค์ทรงสนพระทัยมาก  จึงทรงไต่ถามจากชาวบ้านได้ความว่า  เป็นผ้าที่สืบทอดจากทางบรรพบุรุษ  และลูกหลายได้นำมาใช้สืบต่อกันมา  และในช่วงนั้นก็ยังไม่มีผ้าเช่นนี้วางขาย  อีกทั้งยังมีจำนวนน้อย  ชาวบ้านจำนวน  4-5  หลังคาเรือน  รวมกันทั้งหมดมีเพียงไม่กี่ผืน  เมื่อยามมีงานสำคัญที่ต้องนุ่งก็จะอาศัยหยิบยืมกันใช้เรื่อยมา

                ทั้งนี้  เนื่องด้วยองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ  ทรงเล็งเห็นว่าผ้าแพรวานั้นเป็นเสมือนเพชรในตม  เป็นภูมิปัญญาไทยที่มีคุณค่า  จึงทรงมีพระเมตตาธิคุณให้นำมาสืบทอดแก่ลูกหลานและพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดรายได้สู่ชุมชน  จึงมีพระราชเสาวนีย์ฯ   ให้ราชเลขาฯ  นำเส้นไหมมามอบให้แก่ชาวบ้านเพื่อทอถวาย 

                ต่อมาในเดือนพฤษภาคม  2521  เมื่อชาวบ้านโพนทอผ้าไหมแพรวาเสร็จสิ้น  จึงได้นำไปทูลเกล้าถวาย  ณ  พระราชวังไกลกังวล  สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ  ทรงโปรดและทรงนำไปตัดฉลองพระองค์ที่มีความงดงามมาก  อีกทั้งยังทรงรับสั่งให้ทางราชการจัดตั้งกลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพนขึ้น  ซึ่งถือเป็นการชุบชีวิตใหม่ให้แก่ชาวบ้านโพน  เพราะในสมัยก่อน  ชาวบ้านโพนยังคงทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยรายได้จากการทำนาปลูกข้าว  ทำไร่และสวน  จึงมีรายได้ที่ไม่แน่นอน  หากปีไหนสภาพภูมิอากาศแห้งแล้งก็จะได้ผลผลิตน้อยตามไปด้วย  สภาพความเป็นอยู่ของบ้านโพนจึงยังยากจนและแร้นแค้นเป็นอันมาก  อีกทั้งถนนหนทางยังทุรกันดาร  ยากต่อการเข้าถึง  แต่แล้วเมื่อการทอผ้าไหมแพรวาได้รับการสนับสนุนและก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นกิจลักษณะในรูปแบบของกลุ่มอาชีพในโครงการศิลปาชีพฯ  ในสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ  และทรงให้การส่งเสริมสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ  โดยโปรดเกล้าฯ  ให้พัฒนารูปแบบการทอผ้า  จากผ้าห่มยาว  1  วา  กว้างครึ่งวา  ก็ขยายออกเป็นผืนผ้ากว้าง  โดยส่วนหนึ่งยังคงเป็นผ้าแพรวายกลายดอกตามลวดลายต่างๆ  อันเป็นเอกลักษณ์  อีกส่วนหนึ่งเป็นผ้าพื้น  รวมกันเป็นผืนยาวประมาณ  5  เมตร  เพื่อให้เพียงพอที่จะตัดชุดของสตรีได้  1  ชุด  และโปรดเกล้าฯ  ให้พัฒนาจากเดิมซึ่งมีสีเฉพาะสีแดงเข้มให้มีสีพื้นหลากหลาย  ส่วนลายดอกสลับสอดสีไหมให้กลมกลืนสวยงาม  เหมาะแก่การนำไปตัดเป็นชุดสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ  ซึ่งปัจจุบันผ้าไหมแพรวาเป็นที่รู้จักของชาวไทยและชาวต่างประเทศ  ทำให้ชาวบ้านโพนมีรายได้จากการจำหน่ายผ้าแพรวา  ซึ่งนอกจากจะสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ได้อย่างยั่งยืนแล้ว  ยังเอื้อให้ท้องถิ่นสืบทอดการทอผ้าไหมแพรวาตราบชั่วลูกชั่วหลานสืบไป

 แหล่งที่มา หนังสือ ผ้าไหมแพรวากาญจนาภิเษก โดย สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกาฬสินธุ์

พิมพ์ อีเมล